ตัวอย่าง ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การทบทวนวรรณกรรม ในบทที่ 1 และ 2

ปัจจัยเชิงเหตุและผลของความสุขในการปฏิบัติงาน
(Antecedents and Consequences of Happiness at Workplace)

 

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

 หลักการเขียนความเป็นมา ให้ ผู้วิจัยรวบรวมประเด็นที่มาจากการทบทวนวรรณกรรมเดี่ยว 6 หัวข้อ คนละ 2 บทความ ที่เกี่ยวข้องกับตัวแปร ในกรอบแนวคิดการวิจัย (concept framework) จากเนื้อหาในส่วนของความเป็นมาและความสำคัญ และข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไปของแต่ละบทความมาเขียนให้กระชับ หากมีเนื้อหาใดซ้ำซ้อนกัน ให้ใช้วิธีอ้างอิงโดยเพิ่มรายชื่อนักวิจัยเข้าไปในแต่ละรูปประโยค แทนการพิมพ์เป็นชั้นๆ แต่ซ้ำซ้อน ดังตัวอย่างต่อไปนี้

              ตลอดเวลาที่นาฬิกาเคลื่อนที่ เวลาส่วนหนึ่งของมนุษย์จะใช้เวลาไปกับทำงาน จะดีแค่ไหนที่ทุกช่วงเวลาการทำงานส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีโดยรวมของพนักงาน การศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลกระทบทั้งต่อความสุขหรือความทุกข์ในที่ทำงานจึงเป็นเรื่องสำคัญ แต่น่าแปลกที่ไม่มีกรอบแนวคิดหรือทฤษฎีที่จะนำมาใช้รับมือกับการจัดการในองค์การ ที่เหมาะสมกับการปฏิบัติงานในองค์กร เนื่องจากความสุขหรือความทุกข์ในที่ปฏิบัติงานเป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนและมีความหลากหลายของตัวแปร (Tasnim, 2016)  ที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายขององค์การ  (Maenapothi, 2007 อ้างถึงใน Roy & Konwar, 2020)

ในการพัฒนากรอบแนวคิด จึงต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงระบบ โดยอาศัยมุมมองที่หลากหลายสาขา มาอธิบายมิติของความสุข ทั้งสาขาปรัชญา สาขาจิตวิทยา สาขาวิทยาการปัญญา (cognitive science) และสาขาการคำนวณ (Tasnim, 2016)   ซึ่งมีองค์ประกอบที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมในการทำงาน (external work environment) และองค์ประกอบด้านจิตของมนุษย์ (internal mental mapping) (Roy & Konwar, 2020 andTasnim, 2016) ทั้งจากบุคลากร (individual factors) และองค์การ (organizational factors) หากพนักงานมีความสุขในการปฏิบัติงานและมีทัศนคติที่ดีต่อองค์กร ยอมนำไปสู่ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานและบรรลุเป้าหมายการทำงานที่องค์การตั้งไว้ (Roy & Konwar, 2020 และ Tasnim, 2016)   

ความสุขจากการปฏิบัติงาน มิได้จำกัดอยู่แค่ความสุขจากภายนอก อาทิ ความผูกพันในงาน (job engagement) ความพอใจในงาน (job satisfaction) ความปลอดภัยในการทำงาน อิสรภาพในการทำงาน (freedom) ฐานะทางสังคม (valued social position) การจัดการความเครียด (stress management) การประนีประนอมในครอบครัวและที่ทำงาน (work-family conciliation) แต่ยังพิจารณาถึงปัจจัยความสุขจากภายใน อาทิ จิตวิทยาเชิงบวก (positive psychology) การเคารพนับถือตนเอง (self-esteem) และความเป็นอยู่ที่ดี (well-being) เป็นต้น (Tasnim, 2016)    ซึ่งได้รับอิทธิพลจาก สิ่งแวดล้อมในการปฏิบัติงาน ทั้งบุคลากรและองค์การ (Roy & Konwar, 2020)

จากช่องว่างแนวคิดด้านวิทยาศาสตร์และการจัดการที่หลากหลาย จึงบูรณาการกรอบแนวคิด ในการทำความเข้าใจ ความสุขในการปฏิบัติงาน (happiness at workplace)  ที่ประกอบไปด้วยองค์ประกอบจากสิ่งแวดล้อมในการทำงาน (external work environment) ในมิติของบุคลากร (individual factors) และมิติขององค์การ (organizational factors)  (Roy & Konwar, 2020)กับความสุขในมิติจิตวิทยาวิวัฒนาการ (evolutionary psychology) (Tasnim, 2016) ในมุมมองของพนักงานในองค์กร เข้าด้วยกัน

คำถามในการวิจัย

1.       สิ่งเร้าจากปัจจัยสนับสนุนด้านบุคคลและปัจจัยสนับสนุนขององค์กรใดจะมีความสอดคล้องกลมกลืนได้ดีกับความสุขในการปฏิบัติงานของพนักงาน

2.       หากบุคลากรมีความสุขในการปฏิบัติงานจะสะท้อนพฤติกรรมออกมาได้ในมิติใดได้บ้าง

 

วัตถุประสงค์การวิจัย

1.   พัฒนาโมเดลและผลกระทบของความสุขในการปฏิบัติงานด้วยการทดสอบความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง

2.       ตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลผลกระทบของความสุขในการปฏิบัติงานกับข้อมูลเชิงประจักษ์

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1.       ผลที่ได้รับจากการกระตุ้นจากสิ่งเร้าจากปัจจัยสนับสนุนด้านบุคคลและปัจจัยสนับสนุนจากองค์กร จะเป็นแนวทางให้องค์การนำไปพัฒนาเครื่องมือสร้างสุขในการปฏิบัติงานในองค์การ

2.       ผลลัพธ์ที่ได้จากการที่บุคลากรมีความสุขในการปฏิบัติงานองค์การสามารถนำสร้างแผนสร้างสุขในการปฏิบัติงานได้สอดคล้องกับทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดขององค์การ

3.       เกิดแนวคิดผลกระทบของความสุขในการปฏิบัติงาน ในมิติที่มีหลักคิดทางวิชาการที่มีพื้นฐานมาจากศาสตร์ด้านวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์เข้าด้วยกัน

4.       เป็นแนวทางให้ผู้สนใจนำไปพัฒนาต่อยอดให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยต่อไป

ขอบเขตในการวิจัย 

(ในหัวข้อนี้ หาก ผู้วิจัยไม่ได้มีการบูรณาการตัวแปรในการวิจัยให้แตกต่างไปจากแนวคิดและทฤษฎีที่ทบทวนวรรณกรรมา ไม่ต้องเขียนก็ได้ แต่ถ้ามีการปรับปรุงลดรูปหรือเพิ่มตัวแปร ควรกำหนดขอบเขตของเนื้อหาในการวิจัยให้ชัดเจนว่าแตกต่างไปจากต้นฉบับเช่นไร)

ในการวิจัยครั้งนี้ได้บูรณาการแนวคิดหลักจาก A Conceptual Framework of Happiness at the Workplace (Wesaratt, Sharif, & Majid, 2015) Workplace Happiness: A Conceptual Framework (Roy & Konwar, 2020) Happiness at Workplace: Building a Conceptual Framework (Tasnim, 2016) ประกอบด้วย ตัวแปรแฝงภายนอก 3 องค์ประกอบ คือ ความสุขในการปฏิบัติงาน (Happiness at workplace) สิ่งเร้าจากปัจจัยสนับสนุนด้านบุคคล (Individual factors) และสิ่งเร้าจากปัจจัยสนับสนุนจากองค์กร (Organizational factors) และตัวแปรแฝงภายใน 2 องค์ประกอบคือ ผลกระทบด้านอารมณ์ (Emotional effects) และผลกระทบเชิงพฤติกรรม (Behavior effects) โดยมี องค์ประกอบการทำงานพื้นฐาน เป็นตัวแปรกำกับ (Common components)  

โดยมีขอบเขตของประชากรวัยทำงานในกรุงเทพมหานครเนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีประชากรที่หลากหลายทั้งภาคการผลิต การบริการและการค้า ในสถานภาพการทำงานเป็นนายจ้าง ลูกจ้างรัฐบาล ลูกจ้างเอกชน ทำงานส่วนตัว รวมทั้งความหลากหลายของรายได้ ที่มีทั้งรายได้ประจำ รายวัน หรือรายชั่วโมง (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2563)  

นิยามศัพท์เฉพาะ

 หากความหมายตัวแปรงานวิจัยของนักวิจัยแตกต่างจากความหมายของแนวคิดหรือทฤษฎี ที่ได้ทำการทบทวนมา ก็ให้นำมาใส่ใน นิยามศัพท์เฉพาะ (สำหรับงานวิจัยของ อาจารย์ ยังมีความหมายเหมือนเดิม จึงมีคำนิยามศัพย์เชิงทฤษฎีปรากฏอยู่ในบทที่ 2 และ นิยามศัพท์เชิงปฏิบัติการอยู่ในบทที่ 3 เนื่องจากมีการบูรณาการแนวคิดจากงานวิจัยทั้ง 3 เรื่องเข้าด้วยกัน ทำให้ ตัวแปรเชิงปฏิบัติการแตกต่างจากตัวแปรตามทฤษฎีในบทที่ 2

บทที่ 2

เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

              ในการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวกับ ปัจจัยเชิงเหตุและผลของความสุขในการปฏิบัติงาน จะทำการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิทยาวิวัฒนาการ (evolutionary psychology) ที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาเชิงบวก (positive psychology) การเคารพนับถือตนเอง (self-esteem) และความเป็นอยู่ที่ดี (well-being) และสาขาทางสังคมศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการองค์การ ในประเด็นครอบคลุมสิ่งแวดล้อมในการทำงาน (external work environment) ในมิติสิ่งเร้าปัจจัยสนับสนุนบุคลากร (individual factors) และมิติสิ่งเร้าปัจจัยสนับสนุนองค์การ (organizational factors) ดังนี้

1   แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับ จิตวิทยาเชิงบวก (positive psychology)
 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับ การเคารพนับถือตนเอง (self-esteem)
แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับ ความเป็นอยู่ที่ดี (well-being)
 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับ ความสุขที่บุคลากรได้รับ
 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับ ความสุขจากองค์เป็นผู้สร้าง
แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับ การประเมินและการวัดผลิตภาพ
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
กรอบแนวคิดการวิจัย
สมมติฐานการวิจัย

เนื้อหาการทบทวนวรรณกรรม ต้องค่อยๆ และสรุปประเด็นให้สอดคล้องกับกรอบแนวคิดการวิจัย เช่น

แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับ จิตวิทยาเชิงบวก (positive psychology) ให้ใช้ข้อมูลตามบทความที่ทบทวนมาของเพื่อนแต่ละคน ใส่เข้าไปในเนื้อหาส่วนนี้ต้องเป็นภาษาของ นักวิจัยเอง โดยการอ้างอิง ที่มาเช่น นิเวศน์ ธรรมะ (2020) เป็นต้น

การอ้างอิงส่วนนี้หากเนื้อหาในบทความไหนที่เหมือนกันให้ อ้างอิงรวมกันไปทุก Journal เลย เช่น ( วัชรพงษ์ ตัณฑ์พรชัย 2020 และ นิเวศน์ ธรรมะ, 2020 )

ไม่ต้องแยก วัชรพงษ์ ตัณฑ์พรชัย (2020) ประโยคหนึ่ง

แล้วไปเริ่มอ้างอิง นิเวศน์ ธรรมะ (2020) อีกประโยคหนึ่ง ทำให้เนื้อหาเกิดความซ้ำซ้อนกัน

หลักการอ้างอิงตามมาตรฐานสากลเวลาตีพิมพ์ต่างประเทศ ให้เรียงตามพยัญชนะ ไม่เรียงตามปี พ.ศ. เนื่องจาก จำทำให้ผู้อ่านสืบค้นในบรรณานุกรมได้ง่ายกว่าเรียงปี พ.ศ. (แต่ถ้าหาก ผู้วิจัยตีพิมพ์ในประเทศ ต้องศึกษารูปแบบของการเผยแพร่ของวารสารฐาน TCI แต่ละฉบับว่ามีการอ้างอิงเช่นไร สำหรับเล่มของรามคำแหงให้เรียงตามปี พ.ศ.จาก น้อยไปหามาก เช่น (นิเวศน์ ธรรมะ, 2019; วัชรพงษ์ ตัณฑ์พรชัย, 2020) เป็นต้น
ส่วนตัวอย่างกรอบแนวคิดการวิจัยสามารถเขียนได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับ บทความที่วิจัยมา จะเขียนเหมือน กับตัวอย่างครั้งก่อน ที่เป็น ตัวแปรอิสระ และตัวแปรตาม ก็ได้ 

ในครั้งนี้ อ.ลองเขียนในรูปแบบเส้นทาง (PATH Model) ในรูปแบบสมการโครงสร้าง structural equation modeling :SEM ก็สามารถทำได้  ขึ้นอยู่กับ บริบทของบทความที่ทำการทบทวนมา ว่าลักษณะขององค์ประกอบแต่ละตัวจะอยู่ในรูปแบบความสัมพันธ์แบบใดได้บ้าง

ตัวอย่างกรอบแนวคิดอีกแบบหนึ่งที่เป็นเส้นทางความสัมพันธ์ของตัวแปรในรูปแบบการวิเคราะห์แบบ Path Analysis

ส่วนการเขียนสมมติฐาน มีหลายรูปแบบ ซึ่งจะสอนในครั้งต่อไปนะครับ

สมมติฐานการวิจัย

H1:

H2:

H3:

H4:


Comments

Popular posts from this blog

แบ่งส่วนตลาด อย่างไร ให้เข้าถึงใจผู้บริโภค

สร้างแบรนด์อย่างไร ให้โดนใจผู้บริโภค